วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

หอการค้า หนุนรัฐบาล แก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ

จัดทำบทความโดย นาย ศรายุทธ ถิระวรรณธร เลขทะเบียน 5001208093

เรื่อง การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ

นางยาใจ ชูวิชา ประธานคณะจัดทำการสำรวจความคิดเห็นประเด็นธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลการสำรวจสถานะภาพหนี้ภาคครัวเรือน จากผลสำรวจทั่วประเทศ จำนวน 1,202 ตัวอย่าง ระหว่าง 6-13 พ.ย.ที่ผ่านมา ว่า การก่อหนี้ของกลุ่มตัวอย่าง 34.1% มีเฉพาะในระบบ 31.4% มีทั้งในและนอกระบบ 34.5% มีเฉพาะนอกระบบ โดยจำนวนหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนรวม 1.47 แสนบาท 52.4% หนี้ในระบบ 47.6% นอกระบบ

ถามถึงความสามารถในการชำระหนี้ในรอบปีที่ผ่านมา 79.1% มีปัญหา 20.9% ไม่มีปัญหา โดยสาเหตุการเป็นหนี้ 42.8% เพื่อใช้จ่ายทั่วไป 30% ซื้อทรัพย์สิน 18.3% เพื่อลงทุน 7.9% ซื้อบ้าน 1.1% อื่นๆ
79%มีปัญหาความสามารถชำระหนี้

เมื่อเปรียบเทียบความสามารถในการชำระหนี้ในรอบปีที่ผ่านมา พบว่า พ.ย. 2552 กลุ่มตัวอย่าง 79.1% เคยมีปัญหา 20.9% ไม่เคยมีปัญหา ขณะที่ช่วงเดือน ส.ค.ปี 2551 กลุ่มตัวอย่าง 64.5% เคยมีปัญหา 35.5% ไม่เคยมีปัญหา

นางยาใจ กล่าวถึงความสนใจเข้าร่วมโครงการแก้ไขหนี้นอกระบบของรัฐบาลมาก่อนหรือไม่ 76.37% ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ 23.63% เคยเข้าร่วมโครงการ และท่านจะเข้าร่วมโครงการแก้ไขหนี้นอกระบบของรัฐบาลในครั้งนี้หรือไม่ 57.26% เข้าร่วมโครงการ 42.74% ไม่เข้าร่วมโครงการ

เมื่อถามว่าครั้งนี้รัฐบาลจะสามารถแก้ไขหนี้นอกระบบได้มากน้อยเพียงใด 37.5% น้อย 35% ปานกลางและ 14.3% น้อยมาก และคิดว่าการแก้ไขปัญหาจะมีประโยชน์อย่างไร 33.4% ลดอัตราดอกเบี้ยจ่ายทำให้มีเงินเหลือเก็บ 26.5% ไม่มีภาระดอกเบี้ยสูงทำให้ซื้อของเพิ่มขึ้นได้ 24.4% ไม่มีภาระดอกเบี้ยสูง ทำให้มีเงินเหลือลงทุนเพิ่ม 15.1% ลดปัญหาอาชญากรรมจากทวงหนี้ และ 0.6% อื่นๆ
ช่วยลดภาระดอกเบี้ยได้ 3-5พันล้าน

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า แม้ภาพรวมโครงการจะไม่ได้มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากและมีความเป็นประชานิยม แต่เมื่อพิจาณรณาจะพบว่า วงเงินการปล่อยกู้แต่ละรายๆ 2 แสนบาทนั้น ครอบคลุมวงเงินกู้ที่ประชาชนมีอยู่ตามการสำรวจคือเฉลี่ยรายละ 1.4 แสนบาท และอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ 12% หรือ 1% ต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยที่ผู้อยู่ในหนี้นอกระบบ ต้องแบกภาระอยู่ 5-10% ต่อเดือนเท่ากับเป็นการลดภาระได้มาก

"ประชาชนจะประหยัดค่าดอกเบี้ยได้มาก และมีเงินเหลือมาใช้จ่ายเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง โดยประเมินว่า ในจำนวนคน 1 ล้านคนที่เชื่อว่าอยู่ในหนี้นอกระบบ วงเงิน 5หมื่น -1 แสนบาท ก็จะต้องใช้เงิน 3-5 หมื่นล้านบาทในโครงการนี้ แต่ประชาชนจะมีเงินเหลือจากเดิมที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงๆ ประมาณ 3-5 พันล้านบท เป็นเม็ดเงินนี้ก็จะอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งแม้จะไม่มีไม่ส่งผลต่อระบบเท่าใดแต่ศูนย์ฯสนับสนุนโครงการนี้เพราะช่วยบรรเทาภาะประชาชน"

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการในแต่ละรายต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและให้เงินดังกล่าวแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอย่างแท้จริง หากพิจารณาได้ดังกล่าวจะทำให้หนี้เสียจากโครงการนี้มีไม่เกิน 10%

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/finance/20091120/87280/%E0%B8%A1.%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5-%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A.html

คำถาม

1. งบประมาณที่ให้กู้แต่ละรายมีวงเงินไม่เกินกี่บาท

2. หนี้สินนอกระบบเฉลี่ยต่อครัวเรือนรวมกี่บาท

3. โครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบนี้จะต้องใช้เงินเท่าไหร่