วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553
6 CS ตัวชี้วัดเครดิต : ให้กู้หรือไม่ให้กู้
ทุกวันนี้เรามักจะได้ยินบ่อยครั้งว่าถูกปฏิเสธสินเชื่อเพราะติด Black list หรือ เครดิตบูโร แล้วจริงหรือที่ข้อมูลที่เก็บในเครดิตบูโรเป็นตัวตัดสินการขอสินเชื่อ วันนี้เราจะมาค้นหากันว่า การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อในแต่ละครั้ง สถาบันการเงินใช้ปัจจัยใดบ้างในการพิจารณาก่อนจะอนุมัติหรือปฏิเสธสินเชื่อนั้นๆ อะไรคือตัวชี้วัดว่าเครดิตของผู้ขอสินเชื่อดีเพียงพอสำหรับการให้เงินกู้, เพิ่มวงเงิน หรืออนุมัติ บัตรเครดิต
ทุกครั้งในการขอสินเชื่อ สถาบันการเงินจะให้ผู้ขอสินเชื่อกรอกใบสมัครขอสินเชื่อ เอกสารประกอบ และหนังสือยินยอมเพื่อใช้ในการเรียกดูข้อมูลเครดิตของผู้ขอสินเชื่อ ในเบื้องต้นสถาบันการเงิน มักใช้ข้อมูลจากทั้งใบสมัครขอสินเชื่อของผู้ขอสินเชื่อ จากเอกสารประกอบ และข้อมูลจากเครดิตบูโร เพื่อเป็นเอกสารอ้างอิงประกอบการตัดสินใจว่า ผู้ขอสินเชื่อจะเป็นลูกค้าที่เมื่อรับเงินกู้ไปแล้ว จะมีความสามารถในการจ่ายคืนได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งสถาบันการเงินเกือบทุกรายมักจะใช้หลัก 6 Cs ในการประเมินเครดิตของผู้ขอสินเชื่อ ซึ่ง 6 Cs ที่ว่านี้ประกอบด้วย
1. Character หรือ Credit Reputation
คือ คุณลักษณะหรือวินัยในการใช้และการชำระสินเชื่อในอดีต ซึ่งบอกถึงการรักษาสัญญาในการใช้สินเชื่อ การชำระหนี้ตรงเวลาหรือไม่อย่างไร การจัดการกับสินเชื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่มีปัญหาสะดุดทางการเงิน ได้ติดต่อสถาบันการเงินเพื่อแก้ไขปัญหาได้ดีอย่างไร ซึ่งคุณลักษณะในปัจจัยนี้ก็จะได้มาจากรายงานของเครดิตบูโร
2. Capacity
คือ ความสามารถในการจ่ายชำระหนี้คืน เป็นต้นว่า ผู้ขอสินเชื่อมีงานการที่มั่นคงหรือไม่และมีอายุการทำงานมานานเท่าไรในบริษัทที่ทำอยู่ในปัจจุบัน รายได้เพียงพอต่อหนี้สินที่มีอยู่หรือไม่ ความสามารถของผู้ขอสินเชื่อที่จะสามารถชำระหนี้ได้ในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งปัจจัยในข้อนี้แสดงถึงความมั่นคงของรายได้ที่จะนำมาชำระหนี้ในอนาคต
3. Capital
คือ เงินทุน หรือสินทรัพย์ หรือเงินฝากของผู้ขอสินเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินเชื่อที่ใช้เพื่อการประกอบธุรกิจจะให้ความสำคัญในปัจจัยนี้มาก สถาบันการเงินจะพิจารณาเฉพาะเงินทุนหรือสินทรัพย์ของผู้ขอกู้ในขณะที่พิจารณาสินเชื่อนั้นๆ แม้ว่าเงินทุนหรือสินทรัพย์หรือเงินฝากจะไม่ใช่แหล่งของเงินที่สถาบันการเงินคาดหวังว่าจะได้รับการชำระจากแหล่งเงินเหล่านี้ก็ดี แต่แหล่งเงินทุนนี้จะเป็นแหล่งเงินสำรองสำหรับการชำระหนี้ของผู้กู้ในกรณีที่เกิดปัญหากับรายได้ของผู้กู้ขึ้น
4. Conditions
คือ ปัจจัยที่เป็นเงื่อนไขอื่นที่มีผลกระทบต่อรายได้ เป็นต้นว่าเศรษฐกิจ อาชีพ หรือเงื่อนไขในการกู้ ตัวอย่างเช่น ในสภาวะของเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นจะทำให้รายได้สุทธิลดลง ซึ่งจะมีผลต่อความสามารถในการชำระ ซึ่งสถาบันการเงินก็จะต้องคำนึงถึงสิ่งนี้ในการพิจารณาสินเชื่อ อาชีพบางอาชีพมีความมั่นคงในรายได้ และการงาน เช่น การรับราชการ การกู้ร่วมก็เป็นเงื่อนไขหนึ่งในการพิจารณาสินเชื่อเช่นกัน
5. Collateral
คือ หลักประกันที่เป็นทรัพย์สินซึ่งผู้กู้จะนำมาจำนำ หรือจำนองเพื่อให้สถาบันการเงินมีความมั่นใจและลดความเสี่ยงหากผู้ขอสินเชื่อไม่ชำระหนี้ตามกำหนด ก็สามารถนำมาขายทอดตลาดได้ตามที่กฎหมายกำหนด อาทิเช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัย เป็นต้น ซึ่งการให้สินเชื่อประเภทนี้ก็มักจะมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ
6. Common Sense
คือ ปัจจัยที่สถาบันการเงินใช้ในการพิจารณาสินเชื่อว่า ผู้ขอสินเชื่อจะใช้สินเชื่ออย่างสมเหตุสมผลและจะไม่เป็นการก่อร่างสร้างหนี้จนเกินตัว หรือไม่มีเหตุผลที่จะต้องมีสินเชื่อที่ขอเพิ่ม อาทิเช่น การมีบัตรเครดิตจำนวนหลายใบ ถึงแม้จะไม่เคยมีประวัติการผิดนัดชำระ หรือการใช้บัตรในแต่ละใบเลยก็ตาม การพิจารณาของสถาบันการเงินอาจมองว่าไม่มีเหตุผลที่จะให้บัตรเครดิตอีกใบเพิ่ม เพราะอาจทำให้สร้างหนี้จนเกินตัว หรือได้ไปก็ไม่ใช้ก็เป็นได้ ดังนั้น หากผู้ขอสินเชื่อมีบัตรเครดิตหลายใบและไม่ได้ใช้วงเงินสินเชื่อดังกล่าว ก็ควรที่จะแจ้งยกเลิกและปิดบัญชีเสีย อย่างนี้จึงจะ Make Sense
ให้กู้หรือไม่ให้กู้?
มาถึงบางอ้อแล้ว คงจะเห็นภาพแล้วว่าสถาบันการเงินให้กู้หรือไม่ให้กู้ด้วยปัจจัยอะไรบ้างเพื่อหาคำตอบเพียงคำตอบเดียวที่ว่า ผู้ขอสินเชื่อจะมีความสามารถชำระเงินกู้ได้หรือไม่ และจะยังมีความสามารถในการชำระแม้จะมีปัญหาสะดุดในบางโอกาส
สุดท้ายนี้ นอกจากรายได้ซึ่งบอกให้เห็นถึงความสามารถในการชำระที่เป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาสินเชื่อที่ผู้ขอสินเชื่อซึ่งอาจมีเพิ่มขึ้นได้ในอนาคตแล้วนั้น ประวัติในการชำระสินเชื่อก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่แสดงถึงวินัยทางการเงินของผู้ขอสินเชื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องรักษาและสร้างได้เพราะอนาคตในปีนี้จะเป็นอดีตในปีหน้าซึ่งจะเป็นประวัติของเราต่อไปที่ย้อนเวลากลับมาแก้ไขไม่ได้ เราจึงควรทำวันนี้ให้ดีที่สุด
ที่มา : http://www.u-credit.net/news/EventDetail.asp?content_id=327
คำถาม
1. 6 Cs ที่ว่านี้ประกอบด้วย?
2. การที่สถาบันการเงินจะให้กู้หรือไม่ขึ้นอยู่กับ?
3. Collateral คือ ?
วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552
เปิดตัวโรงแรม ไอบิส
จัดทำบทความโดย น.ส.จุฑามาศ แสงอุทัย เลขทะเบียน 5001208100
สำหรับโรงแรม ไอบิส แห่งใหม่ ณ กะตะ จังหวัดภูเก็ต เป็นโรงแรมที่เปิดขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ทั้งกลุ่มครอบครัว, และคู่รัก ที่เดินทางมาพักผ่อน ภายใต้มาตราฐานระดับสากล และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
ไอบิส แบรนด์โรงแรมชั้นประหยัด ภายใต้การบริหารงานของกลุ่มแอคคอร์ ได้เปิดตัวโรงแรมแห่งใหม่ กับ โรงแรม ไอบิส ภูเก็ต กะตะ ขึ้นอย่างเป็นทางการ และโรงแรมไอบิส ภูเก็ต กะตะ แห่งนี้ ถือเป็นโรงแรมแห่งที่สองของไอบิส ในจังหวัดภูเก็ต และสำหรับการเปิดในครั้งนี้ ก็ถือเป็นการเปิดโรงแรมไอบิสแห่งที่ 6 ในประเทศไทย ภายใต้การบริหารและดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยระยะเวลาเพียง 1 ปี 6 เดือน
ซึ่งเป็นการตอกย้ำจุดแข็งอย่างชัดเจนว่า ไอบิส เป็นแบรนด์ผู้นำของโรงแรมราคาประหยัดในประเทศไทยโรงแรมไอบิส ภูเก็ต กะตะ เป็นโรงแรมที่มีความทันสมัย บรรยากาศปรอดโปร่ง ด้วยมาตราฐานสูงสุดในรูปแบบรีสอร์ท ห่างจากหาดทรายและชายทะเลหาดกะตะ เพียงไม่กี่นาที บริเวณใกล้เคียง รายล้อมด้วยร้านค้า, ร้านอาหารต่างๆ, สถานที่ท่องเที่ยวยามราตรี ซึ่งทำให้เราเชื่อมั่นว่าโรงแรม ไอบิส กะตะ จังหวัดภูเก็ตแห่งนี้ จะป็นทางเลือกที่ดีสำหรับครอบครัว และ คู่รัก
โรงแรม ไอบิส ภูเก็ต กะตะ มีทั้งหมด 258 ห้อง ภายในห้องประกอบด้วย ระเบียง, เครื่องปรับอากาศ, เคเบิ้ลทีวี,สัญญาณอินเตอร์เน็ตที่มีความเร็วสูง ภายใต้คุณภาพการให้บริการมาตราฐานสากล ระดับ 3 ดาว นอกจากนี้ ยังมีสระว่ายน้ำ, รถจักรยานสำหรับเช่า, พื้นที่ให้บริการอินเตอร์เน็ต, ห้องประชุมและสัมนา และรถยนต์สำหรับเช่า ไว้คอยบริการ และสำหรับผู้ที่ต้องการผ่อนคลายทางโรงแรมขอนำเสนอการนวดแผนไทย ในบรรยากาศที่สวยงาม ณ ศาลาไทย ริมสระว่ายน้ำ
คำถาม
1. โรงแรมไอบิสส่วนใหญ่รองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มใด
2. โรงแรมไอบิสบริหารงานโดย
3. จุดแข็งโรงแรมไอบิส คือ
วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ฟองสบู่ดูไบกดค่าเงินบาทปิดตลาดอ่อนค่า
นักบริหารเงิน ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการเคลื่อนไหวค่าเงินบาทในวันนี้ ว่า ค่าเงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 33.23/25 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าจากเปิดตลาดช่วงเช้าที่อยู่ระดับ 33.14/16 บาท/ดอลลาร์
"วันนี้ทั้งตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาดทองคำ และตลาดน้ำมันทั่วโลก ปรับตัวลดลงกันถ้วนหน้า หลังจากเกิดปัญหาดูไบ เวิลด์ ซึ่งได้กลายเป็นวิกฤติดูไบไปแล้ว เพราะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อตลาดทั่วโลก"
นักบริหารเงิน กล่าวว่า คงต้องติดตามการแก้ปัญหาของทางการดูไบว่าจะมีมาตรการออกมาสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนมากน้อยเพียงใด แม้สถาบันการเงินในต่างประเทศหลายจะพยายามออกมาชี้แจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อองค์กรก็ตาม"
ส่วนความเคลื่อนไหวของค่าเงินสกุลต่างประเทศช่วงปิดตลาดเย็นวันนี้ เงินเยน อยู่ที่ 86.39/41 เยน/ดอลลาร์ อ่อนค่าจากช่วงเช้าอยู่ที่ 85.15/18 เยน/ดอลลาร์ เงินยูโร อยู่ที่ 1.4893/97 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเช้าอยู่ที่ 1.4966 ดอลลาร์/ยูโร
คำถาม
1. ใครกล่าวถึงความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท
2. ข่าวนี้กล่าวปัญหาของเมืองอะไร
3.มีตลาดอะไรบ้างที่ปรับค่าตัวลง
วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2552
แบงก์กวาดเอสเอ็มอีส่งสินค้าขายเมืองนอก
สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เลิกแข่งขันตลาดเอสเอ็มอี หันเจาะกลุ่มส่งสินค้าไปนอก
นายพงษ์อนันต์ ธณัติไตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบริการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) เปิดเผยว่า ธนาคารหันมาทำตลาดสินเชื่อเอสเอ็มอี โดยเน้นกลุ่มลูกค้าที่ต้องการไปลงทุนทำธุรกิจ ในต่างประเทศผ่านเครือข่ายสาขาธนาคาร มากกว่าจะแข่งกับตลาดเอสเอ็มอีโดยตรง เพราะการแข่งขันในตลาดมีสูงมาก
สำหรับประเทศที่น่าสนใจเข้าไปลงทุนในขณะนี้ ได้แก่ ประเทศกลุ่มตะวันออกกลาง ประเทศกลุ่มเอเชีย อาทิ จีนแดง อินเดีย และแอฟริกาใต้
“ถ้าให้เราสู้ด้วยขนาดเราคงทำไม่ได้ เราเลยต้องหาจุดแข็งของตัวเอง ซึ่งน่าจะทำได้ดีกว่าธนาคารในประเทศ” นายพงษ์อนันต์ กล่าว
น.ส.วาสนา มุทุตานนท์ ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือการลงทุนต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าว ในงานสัมมนา “โอกาสการค้าการลงทุนและช่องทางการตลาดในประเทศกลุ่มตะวันออกกลาง” ว่า ประเทศที่มีศักยภาพที่ไทยจะเข้าไปลงทุนมากที่สุด ได้แก่ บาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เนื่องจาก มั่งคั่งมากที่สุด และไทยสั่งออกมากที่สุดในภูมิภาค
นอกจากนี้ ภูมิภาคนี้มีรสนิยม สูงและมีกำลังซื้อ ซึ่งสินค้าไทยเป็นที่ยอมรับและเชื่อถือจากกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันรัฐบาลตะวันออกกลางมีแผนเร่งพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน เป็นโอกาสที่ไทยจะไปรุกธุรกิจ ก่อสร้าง เพราะประเทศเหล่านี้มีขนาดเศรษฐกิจเพิ่มจาก 5.8% ในปี 2550 เป็น 6.1% ในปี 2551 รายได้ เฉลี่ยต่อหัว 2.1 หมื่นเหรียญสหรัฐ ต่อปี มีเม็ดเงินสะสมจากธุรกิจน้ำมันมากถึงกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
สำหรับสินค้าส่งออกของไทยไปตะวันออกกลาง ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบคอมพิว เตอร์ ข้าว เครื่องปรับอากาศ และเหล็ก
นายเกลน โฮ หัวหน้าฝ่ายธุรกิจเอสเอ็มอี ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์ เตอร์ด กล่าวว่า ปริมาณการค้าระหว่างไทยและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เติบโตขึ้น 54% เป็น 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยสินค้า ส่งออกหลัก ได้แก่ รถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ อัญมณี ข้าว และเครื่องปรับอากาศ โดยขณะนี้ มีบริษัทไทย 15 บริษัท เครือ ปูนซิเมนต์ไทย และเครือซีพี
ที่มา : http://www.posttoday.com/finance.php?id=77741
คำถาม
1.ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) เปิดเผยว่า ธนาคารหันมาทำตลาดสินเชื่อเอสเอ็มอี โดยเน้นกลุ่มลูกค้ากลุ่มใค
2.ประเทศที่มีศักยภาพที่ไทยจะเข้าไปลงทุนมากที่สุด ได้แก่ บาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เนื่องจากสาเหตุใด
3.ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์ เตอร์ด กล่าวว่า ปริมาณการค้าระหว่างไทยและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เติบโตขึ้น โดยสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่สินค้าอะไรบ้าง
วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552
การออมและการลงทุน
เรื่อง การออมและการลงทุน เมื่อเรามีเงินเหลือใช้เป็นประจำทุกเดือน สิ่งที่เราควรคำนึงถึง คือ เราจะจัดการกับเงินเหลือใช้นั้นอย่างเหมาะสมได้อย่างไร เพื่อให้งอกเงยเพิ่มมากขึ้น โดยทั่วไปเรามักจะเก็บในรูปเงินสด หรือฝากธนาคาร บริษัทเงินทุน ซึ่งเราจะเรียกวิธีการนี้ว่า "การออม" หรือถ้าใช้วิธีการซื้อทองรูปพรรณ ทองแท่ง หรือที่ดินเก็บไว้ ซื้อพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ หุ้น หรือหลักทรัพย์อื่น ๆ ก็จะเข้าลักษณะที่เรียกว่า "การลงทุน"
การออม คือ การเก็บสะสมเงินทีละเล็กทีละน้อยให้พอกพูนขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งการออมส่วนใหญ่มักจะอยู่ในรูปของเงินฝากกับธนาคาร หรือบริษัทเงินทุน โดยได้รับดอกเบี้ยเป็น ผลตอบแทน
การลงทุน คือ การนำเงินที่เก็บสะสมไปสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าการออม โดยการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือหลักทรัพย์ต่าง ๆ ซึ่งจะมี ความเสี่ยง ที่สูงขึ้น
การเปรียบเทียบระหว่างการออมและการลงทุน
การออม
วัตถุประสงค์ : เป็นการสะสมเงินเพื่อให้พอกพูนในระยะสั้น เผื่อไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉิน
วิธีการสะสม : เงินฝากธนาคาร และบริษัทเงินทุน
ความเสี่ยง : ความเสี่ยงต่ำ(เนื่องจากรัฐบาลค้ำประกันเงินฝากทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเต็มจำนวน)
ผลตอบแทน : ดอกเบี้ย
ข้อได้เปรียบ : มีสภาพคล่องสูง
ข้อเสียเปรียบ : ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ
การลงทุน
วัตถุประสงค์ : เป็นการสะสมเงินให้งอกเงยต่อเนื่องในระยะยาว
วิธีการสะสม : ลงทุนในพันธบัตร หุ้นกู้ หุ้น กองทุนรวมกองทุนส่วนบุคคล กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
ความเสี่ยง : มีความเสี่ยงมากน้อยตามประเภทและลักษณะของหลักทรัพย์ที่ลงทุน ในปัจจุบันถือว่ามีความเสี่ยงสูงกว่าการฝากเงิน
ผลตอบแทน : ดอกเบี้ย เงินปันผล และ/หรือ ผลกำไรหรือ ขาดทุนจากการลงทุน
ข้อได้เปรียบ : ได้รับผลตอบแทนในระยะยาวสูงกว่า
ข้อเสียเปรียบ : มีโอกาสขาดทุนจากการลงทุนได้
ที่มา : http://www.thaimutualfund.com/AIMC/aimc_basicKnowledge.jsp?pg=4
คำถามท้ายเรื่อง
ข้อที่ 1. การออม หมายถึงอะไรจงอธิบาย และได้รับผลตอบแทนอย่างไร
ข้อที่ 2. วัตถุประสงค์ของการลงทุนคืออะไร และได้รับผลตอบแทนอย่างไร
ข้อที่ 3. การออมและการลงทุนมี ข้อดี ข้อเสีย อย่างไร จงอธิบาย
วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
หอการค้า หนุนรัฐบาล แก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ
นางยาใจ ชูวิชา ประธานคณะจัดทำการสำรวจความคิดเห็นประเด็นธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลการสำรวจสถานะภาพหนี้ภาคครัวเรือน จากผลสำรวจทั่วประเทศ จำนวน 1,202 ตัวอย่าง ระหว่าง 6-13 พ.ย.ที่ผ่านมา ว่า การก่อหนี้ของกลุ่มตัวอย่าง 34.1% มีเฉพาะในระบบ 31.4% มีทั้งในและนอกระบบ 34.5% มีเฉพาะนอกระบบ โดยจำนวนหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนรวม 1.47 แสนบาท 52.4% หนี้ในระบบ 47.6% นอกระบบ
ถามถึงความสามารถในการชำระหนี้ในรอบปีที่ผ่านมา 79.1% มีปัญหา 20.9% ไม่มีปัญหา โดยสาเหตุการเป็นหนี้ 42.8% เพื่อใช้จ่ายทั่วไป 30% ซื้อทรัพย์สิน 18.3% เพื่อลงทุน 7.9% ซื้อบ้าน 1.1% อื่นๆ
79%มีปัญหาความสามารถชำระหนี้
เมื่อเปรียบเทียบความสามารถในการชำระหนี้ในรอบปีที่ผ่านมา พบว่า พ.ย. 2552 กลุ่มตัวอย่าง 79.1% เคยมีปัญหา 20.9% ไม่เคยมีปัญหา ขณะที่ช่วงเดือน ส.ค.ปี 2551 กลุ่มตัวอย่าง 64.5% เคยมีปัญหา 35.5% ไม่เคยมีปัญหา
นางยาใจ กล่าวถึงความสนใจเข้าร่วมโครงการแก้ไขหนี้นอกระบบของรัฐบาลมาก่อนหรือไม่ 76.37% ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ 23.63% เคยเข้าร่วมโครงการ และท่านจะเข้าร่วมโครงการแก้ไขหนี้นอกระบบของรัฐบาลในครั้งนี้หรือไม่ 57.26% เข้าร่วมโครงการ 42.74% ไม่เข้าร่วมโครงการ
เมื่อถามว่าครั้งนี้รัฐบาลจะสามารถแก้ไขหนี้นอกระบบได้มากน้อยเพียงใด 37.5% น้อย 35% ปานกลางและ 14.3% น้อยมาก และคิดว่าการแก้ไขปัญหาจะมีประโยชน์อย่างไร 33.4% ลดอัตราดอกเบี้ยจ่ายทำให้มีเงินเหลือเก็บ 26.5% ไม่มีภาระดอกเบี้ยสูงทำให้ซื้อของเพิ่มขึ้นได้ 24.4% ไม่มีภาระดอกเบี้ยสูง ทำให้มีเงินเหลือลงทุนเพิ่ม 15.1% ลดปัญหาอาชญากรรมจากทวงหนี้ และ 0.6% อื่นๆ
ช่วยลดภาระดอกเบี้ยได้ 3-5พันล้าน
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า แม้ภาพรวมโครงการจะไม่ได้มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากและมีความเป็นประชานิยม แต่เมื่อพิจาณรณาจะพบว่า วงเงินการปล่อยกู้แต่ละรายๆ 2 แสนบาทนั้น ครอบคลุมวงเงินกู้ที่ประชาชนมีอยู่ตามการสำรวจคือเฉลี่ยรายละ 1.4 แสนบาท และอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ 12% หรือ 1% ต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยที่ผู้อยู่ในหนี้นอกระบบ ต้องแบกภาระอยู่ 5-10% ต่อเดือนเท่ากับเป็นการลดภาระได้มาก
"ประชาชนจะประหยัดค่าดอกเบี้ยได้มาก และมีเงินเหลือมาใช้จ่ายเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง โดยประเมินว่า ในจำนวนคน 1 ล้านคนที่เชื่อว่าอยู่ในหนี้นอกระบบ วงเงิน 5หมื่น -1 แสนบาท ก็จะต้องใช้เงิน 3-5 หมื่นล้านบาทในโครงการนี้ แต่ประชาชนจะมีเงินเหลือจากเดิมที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงๆ ประมาณ 3-5 พันล้านบท เป็นเม็ดเงินนี้ก็จะอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งแม้จะไม่มีไม่ส่งผลต่อระบบเท่าใดแต่ศูนย์ฯสนับสนุนโครงการนี้เพราะช่วยบรรเทาภาะประชาชน"
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการในแต่ละรายต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและให้เงินดังกล่าวแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอย่างแท้จริง หากพิจารณาได้ดังกล่าวจะทำให้หนี้เสียจากโครงการนี้มีไม่เกิน 10%
คำถาม
1. งบประมาณที่ให้กู้แต่ละรายมีวงเงินไม่เกินกี่บาท
2. หนี้สินนอกระบบเฉลี่ยต่อครัวเรือนรวมกี่บาท
3. โครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบนี้จะต้องใช้เงินเท่าไหร่